ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์ โรงเรียนเทศบาลวัดไทรอารีรักษ์(มณีวิทยา) สังกัดเทศบาลเมืองโพธาราม จังหวัดราชบุรี
วันที่ 8 พฤษภาคม 2021 11:53 AM
b-school01
logo-minโรงเรียนเทศบาลวัดไทรอารีรักษ์(มณีวิทยา)

ผีไทย

อัพเดทวันที่ 13 ตุลาคม 2020 เข้าดู 27 ครั้ง

ผีไทย ที่มีในตำนาน

ผีไทย ได้ชื่อว่าเป็นผีที่น่ากลัว และดุที่สุดในโลก แม้เป็นผีที่ไม่มีตัวตน แต่คนก็เชื่อ

ผีไทย ได้ชื่อว่าเป็นผีที่น่ากลัว และดุที่สุดในโลก แม้เป็นผีที่ไม่มีตัวตน แต่คนก็เชื่อว่ามีอยู่จริง ผีไทยนั้นมีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีเอกลักษณ์ในการหลอกหลอนที่ต่างกันไป วันนี้จะได้นำตำนานผีไทยมาเล่าให้ฟัง โปรดติดตาม

ผีกระสือ

กระสือ หรือผีกระสือเป็นผีชนิดหนึ่งที่อาศัยร่างของหญิงชราเพื่อตบตาผู้คน ชอบกินของเน่าเสีย โสโครก อาจออกหากินคู่กับผีกระหังซึ่งเป็นผีที่สิงอยู่ในร่างชายชราเช่นกัน เชื่อกันว่าผีกระสือชอบออกหากินในเวลาค่ำคืนด้วยการถอดวิญญาณและหัวของมัน พร้อมเครื่องใน เช่น ตับ ไต ไส้พุง แล้วล่องลอยในในอากาศ โดยจะทิ้งร่างที่ปราศจากหัวและเครื่องในไว้ที่บ้าน เวลาเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่จะเป็นเป็นดวงไฟใหญ่ลุกโชน มีรัศมีสีเขียวเรือง ๆ โดยรอบ มักจะไปที่บ้านที่เพิ่งมีการคลอดลูกใหม่ ๆ เพื่อรอกินรกเด็ก โดยมีกลิ่นคาวของเลือดเป็นสื่อในการชักนำ ยิ่งถ้าไม่มีใครเฝ้าหญิงที่คลอดลูก กระสือก็จะเข้าคุกคามได้ง่ายและกินทั้งแม่และลูกไปพร้อมกัน สิ่งมีกระสือกลัวมากและแพ้ภัยได้แก่หนามพุดซาซึ่งกระสือจะหนีไม่พ้นเนื่องจากหนามจะเกี่ยวใส้ของมันไว้ และต้องถูกจับตัวได้ในที่สุด

นอกจากผีกระสือจะชอบของสด ๆ คาว ๆ แล้ว ของโสโครกอย่างอุจจาระในส้วมที่ผู้คนถ่ายทิ้งไว้ก็เป็นของโปรดอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน และเมื่อมันได้กินของที่ชอบแล้วมันมักจะไปเช็ดปากไว้กันผ้าที่ชาวบ้านตามไว้ที่ราว ซึ่งเป็นที่สังเกดได้ว่าผีกระสือได้ผ่านมาทางนี้ ผ้าที่มันเช็ดไว้จะมีรอยเปื้อนเป็นดวง ๆ ชาวบ้านเชื่อกันว่าถ้านำผ้าที่กระสือเช็ดปากไปต้มจะทำให้กระสือรู้สึกปวดแสบปวดร้อน จนทนไม่ไหวต้องมาขอร้องให้ชาวบ้านเลิกต้มผ้านั้นทีเดียว

กระสือจะมีการมอบสมบัติกระสือให้กับทายาทเมื่อมันใกล้จะถึงวาระที่ต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วยการถ่มน้ำลายของมันให้เข้าปากของลูกหลานเพื่อเป็นการถ่ายทอดและสืบทายาทผีกระสือต่อไป ผู้ที่ถูกถ่ายทอดด้วยวิธีนี้ก็จะเป็นผีกระสือต่อไป การปราบผีกระสือแตกต่างจากการไล่ผีของบรรดาหมอผีที่ต้องทำพิธีไล่ผีให้ออกจากร่างแบบทั่ว ๆ ไปซึ่งผิดวิธี เพราะวิญญาณร้ายได้หยังลึกเกินว่าที่จะใช้วิธีดังกล่าวได้ ดังนั้นต้องใช้วิธีดั่งเดิมนั่นก็คือต้องฆ่าให้ตาย

ผีนางตะเคียน

เป็นผีในตำนานอีกตัวหนึ่ง อาจเรียกได้ว่าเป็นผีพื้นบ้านของไทยเราก็ได้ เป็นผีหญิงสาวที่สิงสถิตอยู่ในต้นตะเคียนเก่าแก่ ที่มีอายุมาก ๆ สังเกตได้ว่าต้นไหนที่มีนางตะเคียนสิงอยู่จะมีบริเวณโคนต้องที่สะอาดเรียบร้อยไม่ค่อยมีใบไม้หรือสิ่งสกปรกหลงเหลืออยู่หรือมีก็เป็นจำนวนที่น้อยมาก เพราะเชื่อกันว่านางตะเคียนนี้เป็นผีที่รักความสะอาดเป็นชีวิตจิตใจ จะไม่ยอมให้บริเวณหรืออาณาเขตของตนต้องสกปรกเด็ดขาด มันจะออกมาปัดกวาดให้สะอาดอยู่เสมอ

นางตะเคียนเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาที่สะสวย ไว้ผมยาว แต่งกายด้วยผ้าถุงแลดูคล้ายสาวบ้านป่าทั่วไป เป็นผีหวงที่อยู่ และจะดุร้ายถ้ามีคนมาคุกคาม หรือคิดไม่ดีกับตน หรือที่อยู่ของตน เนื่องจากในสมัยโบราณมักจะนำต้นตะเคียนใหญ่มาขุดเพื่อทำเป็นเรือ หรือนำไม้มาสร้างเป็นบ้านที่อยู่อาศัยการที่จะทำเช่นนั้นต้องมีพิธีบวงสรวงเส้นสังเวยใหกับผีนางตะเคียน เพื่อเป็นการขออนุญาต ถ้าไม่ก็จะต้องมีอันเป็นไปทุกราย แต่ถ้าทำพิธีถูกต้องก็สามารถที่จะโค้นได้เพื่อนำไม้ไปทำงานตามต้องการ นางตะเคียนก็มักจะแปรสภาพไปด้วย เช่น ถ้านำไม้ตะเคียนไปขุดเป็นเรือ นางตะเคียนก็จะแปรสภาพเป็นแม่ย่านางเรือ เป็นต้น

ผีนางตานี

เป็นผีหญิงสาว เช่นเดียวกับผีนางตะเคียน แต่มักสิงสถิตอยู่ที่ต้นกล้วย หรือดงกล้วยตานี ที่เป็นต้นตายพราย ได้แก่ต้นกล้วยตานีที่ออกปลีแล้วตายเอง ผีตานีที่เป็นหญิงสาวมักจะมีรูปร่างหน้าตาที่สะสวย แต่งกายด้วยการห่มผ้าสะใบเฉียงสีเขียวซึ่งเป็นสีเดียวกับใบกล้วยตานีนั่นเอง ส่วนใหญ่แล้วจะนุ่งด้วยผ้าโจงกระเบนตามแบบคนโบราณ มีนิสัยชอบชายหนุ่มและมักล่อเข้าไปในดงกล้วยตานี้เพื่อเสพสมเป็นเมียผัว เมื่อได้กันแล้วมักจะมีความหึงหวงห้ามมิให้ชายหนุ่มนั้นกลับบ้าน จนบางครั้งที่หนีออกมาได้จะเห็นว่าชายหนุ่มนั้นมีร่างกายที่ผ่ายผอมผิดผู้ผิดคนทีเดียว แต่ถ้านางรู้ว่ากลับไปหาเมียที่บ้านนางจะไม่ยอมและตามไปหักคอตายทั้งผัวทั้งเมีย ด้วยความหึงหวงนั่นเอง

ผีกองกอย

ผีกองกอยเป็นผีป่า หรือผีไพร เป็นผีผู้ชาย และมีความพิการมีรูปร่างไม่สมประกอบ ลักษณะมีขาข้างเดียวเวลาจะเดินเหินก็ต้องใช้วิธีกระโดดหรือเขย่งเกงกอยไป และมักร้องเสียงดังว่ากองกอย ๆ จึงเป็นที่มาของชื่อผีกองกอยนั่นเอง สำหรับผู้ที่เคยเห็นผีกองกอยมาแล้วอ้างว่าผีกองกอยมีหน้าตาคล้ายลิง บ้างเรียกผีกองกอยว่าผีโป่งเพราะมักจะอาศัยโป่งในป่าเป็นที่หลบภัย สันนิษฐานว่าผีกองกอยหรือผีโป่งนี้ก็คือ ลิงหรือค่างที่มีอายุมากและไปไหนไม่สะดวก หมดสภาพที่จะขึ้นต้นไม้เพื่อหากินจึงต้องหากินอยู่ที่พื้นดิน บ้างอ้างว่าเลือดของผีโป่งหรือค้างแก่นี้มีประโยชน์ในทางยาอายุวัฒนะเมื่อได้ดื่มแล้วจะทำให้มีร่างกายแข็งแรงมีอายุที่ยืนยาวหรือคงกะพันชาตรี มีชีวิตที่อมตะ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีใครได้ดื่มสักที หรืออาจเป็นแค่เรื่องในตำนานเท่านั้น เนื่องจากผีกอกอยไม่สามารถที่จะหาอาหารกินเองได้โดยสะดวก จึงมักพบว่าผีกองกอยจะแอมมาดูดเลือดจากนักเดินป่าที่หลับใหลไม่ได้สติ โดยการแอบมาดูดเลือดที่ปลายหัวแม่เท้าของผู้ที่นอนหลับนั้นจนเลือดหมดตัวและตายไป

ความเชื่อนี้ไม่ได้มีอยู่เฉพาะในบ้านเราเท่านั้น แต่ความเชื่อนี้ยังแพร่กระจายไปในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย โดยเล่ากันว่ามีคนป่าเผ่าหนึ่งลักษณะมีขาข้างเดียว มีลักษณะเหมือนปีศาจอาศัยอยู่ตามโพลงหรือถ้ำบนภูเขา ตัวไม่ใหญ่นัก ผมยาว ตาโต หูเล็กและแหลม มักชอบมาขโมยอาหารหรือสิ่งของเครื่องใช้ของนักเดินป่า หรือถ้าอดอยากมากก็อาจบุกเข้าไปถึงในหมู่บ้านก็ได้ คนทั่วไปถือกันว่าเป็นสิ่งอัปมงคล ให้ได้พบเห็นแล้วจะต้องประสบกับความโชคร้าย ด้วยการเจ็บป่วยดังนั้นเมื่อได้ข่าวเรื่องผีกองกอยจะต้องหนีให้ห่างที่สุด

 

นานาสาระ ล่าสุด